ลิเวอร์พูล 1 แมนยู 1

ศึกแดงเดือดขบวนล่าสุดจบลงด้วยการเท่ากัน
อัตราความมัน 80,000 ตีนถีบ นับว่าเป็นเกมที่มีทั้งคุณภาพรวมทั้งความเพลิดเพลิน แม้ โชเซ่ มูรินโญ่ จะให้สัมภาษณ์ข้างหลังแมตช์ว่ามันเป็นเกมที่ไม่มีคุณภาพสักเท่าไหร่ก็ตาม (เหตุเพราะทั้ง 2 ทีมส่งบอลบกพร่องกันมากไม่น้อยเลยทีเดียว)
หากเป็นภาพยนตร์ก็คงจะได้ทั้งเงินรวมทั้งกล่อง เนื่องจากเป็นหนังดีที่มีคุณภาพระดับชิงรางวัลตุ๊กตาทอง แถมอุดมด้วยความสนุกสนานร่าเริงอย่างยอดเยี่ยมอีกต่างหาก
นอกเหนือจากนั้นยังเป็นการฟาดฟันรวมทั้งบาดใจกันอย่างบ้าดีเดือดระหว่าง 2 ยอดกุนซือในวงการฟาดหน้าแข้งปัจจุบัน
ลิเวอร์พูลของ เจอร์เก้น คล็อปป์ อยู่ในสถานะของทีมที่ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก เวลาที่แมนฯ ยูไนเต็ดของ โชเซ่ มูรินโญ่ อยู่ในอันดับ 6 ของตาราง แต่ว่าฟอร์มล่าสุดของพวกพ้องภูติผีปีศาจแดงค่อนข้างรุนแรงกว่า เนื่องจากกะซวกชัยในทุกรายการมา 9 ครั้งต่อๆกัน
บนหน้ากระดาษตัวผู้เล่น 11 คนแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ดูดีมีชาติสกุลมากยิ่งกว่าลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เหมือนกันกับผู้เล่นที่วางก้นอยู่บนม้านั่งสำรองที่สมรรถนะเสมอกับตัวจริง อีกทั้งแมนฯ ยูไนเต็ด ยังได้เล่นที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดของตัวเอง
เพียงแค่ฟุตบอลมิได้วัดผลแพ้-ชนะกันด้วยสมรรถนะหรือความพร้อมที่มากกว่าบนหน้ากระดาษ
ลิเวอร์พูลไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ที่ไปรับใช้ชาติ เวลาที่ ฟิลิปกระเป๋า คูว่ากล่าวนโญ่ หายเจ็บแล้ว แต่อาจไม่ฟิตพอที่จะลงเล่นเป็นตัวจริง
เท่านั้นไม่พอยังปราศจากแบ็กขวาตัวจริงอย่าง เนธาเนียล ไคลน์ ที่คาดว่าเจ็บตอนฝึกซ้อมอีกต่างหาก
จุดนี้ "มิสเตอร์เจเค" สามารถส่งผู้เล่นที่มีประสบการณ์มากยิ่งกว่าอย่าง โจ โกเมซ หรือ อัลร์กางโต้     โมเรโน่ ลงในตำแหน่งแบ็กซ้าย แล้วโยก เจมส์ มิลเนอร์ มาด้านขวา
แต่ว่ารู้เรื่องว่าน่าจะเป็นเนื่องจาก เจมส์ มิลเนอร์ กำลังอยู่ในฟอร์มการเล่นที่งามดีในตำแหน่งแบ็กซ้าย ผู้จัดการทีมอาจไม่ต้องการให้ทีมเสียสมดุลก็เลยตกลงใจส่งดาวรุ่งไร้ประสบการณ์วัยเพียง 18 ฝนอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็กขวา โดยไม่เกรงว่าจะทำตัวเป็นจุดอ่อน นี่เป็นความใจถึงของกุนซือชาวเยอรมัน – เขาเชื่อมั่นในระบบการเล่นของตัวเองมากยิ่งกว่าความรู้ความเข้าใจรวมทั้งประสบการณ์ของผู้เล่น
การไม่มี ซาดิโอ มาเน่ กับ ฟิลิปกระเป๋า คูว่ากล่าวนโญ่ นำมาซึ่งการทำให้กองหลังของภูติผีปีศาจแดงไม่ต้องเจอกับงานหนักมากเท่าไรนัก
แต่ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็คิดแผนมาเพื่อหยุดความร้อนแรงของภูติผีปีศาจแดงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งมันก็คือแนวทางการเล่นอันเป็นยี่ห้อของเขาอย่าง "เพรสซิ่ง" นั่นแหละ
ขอบอกว่าไอ้ที่กะซวกชัยมา 9 ครั้งต่อๆกัน ส่วนหนึ่งเนื่องจากแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เจอคู่ปรปักษ์ที่บีบพื้นที่เข้าบีบคั้นอย่างเร็วจากรอบทิศทางเสมือนอย่างที่ลิเวอร์พูลแสดงออกมาให้มองเห็น
การเพรสซิ่งของลิเวอร์พูลนั้นรวดเร็วมากครับ – ไม่ใช่เร็วธรรมดา แต่ว่าเร็วโคตรโหดไม่เมตตาปรานีคนไหนกันแน่
ผู้เล่นพันธุ์อสุรีมีเวลาครอบครองบอลเพียงไม่ถึง 1 วินาทีด้วยก็จะถูกเข้าถึงตัวทันทีจากรอบทิศทาง
ลิเวอร์พูลบีบสูง แปลว่าเล่นเกมรับตั้งแต่ในดินแดนคู่ปรปักษ์เลยทีเดียว
หลายครั้งที่กองหลังของแมนฯ ยูไนเต็ด โดนบีบเร็วจนถึงเซตเกมในดินแดนตัวเองมิได้ หลายครั้งจะต้องส่งลูกคืนหลังไปเริ่มต้นใหม่ที่ผู้รักษาประตู – ต่อบอลทำเกมรุกไม่ถนัดจนถึงไม่ค่อยมีโอกาสบุกขึ้นไปหาจังหวะจบด้วยการทำประตูสักเท่าไหร่
ผู้ครอบครองสมญา "เดอะ สเปเชียล วัน" ก็เช่นกันที่คิดแผนให้ลูกทีมบีบสูงรวมทั้งพุ่งเข้าหาอย่างเร็ว เพื่อไม่ให้คู่ปรปักษ์ทำเกมขึ้นมากล้วยๆ
อันเดร์ เอร์เรร่า ได้รับคำสั่งให้ตามเกาะติดติด จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ตัวขับเคลื่อนเกมในดินแดนกึ่งกลางของลิเวอร์พูล ไม่ให้พลิกบอลขึ้นหน้า หรือจ่ายแจกบอลเพื่อทำเกมรุก
เพียงแค่ "เพรสซิ่ง" ของ เจอเก้น คล็อปป์ มีประสิทธิภาพมากยิ่งกว่าเยอะแยะ ด้วยผู้เล่นที่มีพละกำลังมหาศาลพลางจู่โจมเข้าหาบอลเร็วทุกจังหวะดุจฉีดวัวกระทิงแดงกับคาราบาวแดงเข้าเส้นโลหิตก่อนลงสนาม
สถิติข้างหลังจบเกมพูดว่าผู้เล่นในชุดสีเขียวอ่อนสะท้อนแสงวิ่งมากยิ่งกว่าผู้เล่นเจ้าถิ่นถึง 1 กิโลแม้ว ซึ่งมีค่าพอๆกับ 10 กม.!
เรื่องการคิดแผนก่อนเกม ผมยกให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นข้างชนะแบบเป็นเอกฉันท์ เนื่องจากสามารถหยุดความร้อนแรงของพวกพ้องภูติผีปีศาจแดงได้สำเร็จ ทั้งๆที่สมรรถนะผู้เล่น – ฟอร์มการเล่น รวมทั้งสภาพแวดล้อมด้อยกว่า
สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างแจ่มแจ้งเป็น 1 ใน 3 มิดฟิลด์ตัวกลางของแมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค
ที่ผ่านมาที่มิดฟิลด์วัย 35 กะรัตอย่างคุณปลัดสามารถเล่นได้สบายๆแบบไม่ระบมหัวแม่เท้า เนื่องจากไม่เจอคู่ปรปักษ์ที่พุ่งเข้าบีบคั้นอย่างเร็วขนาดนี้ ต่อเมื่อเจอการเพรสซิ่งแบบ "Unstoppable Red Machine" ของลิเวอร์พูลเข้าไป – ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็กลายเป็นภาพสโลว์โมชั่นซะอย่างนั้น เท่านั้นไม่พอ
เพรสซิ่งของ "เดอะ คล็อปป์" ยังทำร้ายขุมพลังขับเคลื่อนเกมรุกในดินแดนกึ่งกลางอย่าง ปอล ป็อกบา จนถึงสติแตกรวมทั้งเสียสุนัขไปเลย เนื่องจากปกติ "คุณป็อก" จัดเป็นผู้เล่นที่ถูกใจครอบครองบอลนาน ถูกใจเลี้ยงรับประทานตัว รวมทั้งถูกใจเล่นท่ายากอยู่แล้ว
นอกเหนือจากจะขับเคลื่อนเกมมิได้ยังทำแฮนด์บอลโง่ๆจนถึงเสียจุดโทษอีกต่าง
เรียนตามจริงว่าดาวเตะค่าตัว 89 ล้านปอนด์ แพงที่สุดในโลกไม่ควรพลาดกล้วยๆอย่างงี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าอาการฟอร์มตกอย่างน่ารังเกียจของ ปอล ป็อกบา อาจได้ผลกระทบที่เกิดจากการเล่นแบบ "ซูเปอร์เพรสซิ่ง" ของลิเวอร์พูล…ก็..เป็น..ได้
ต่อนี้ไปมาดูการปรับแก้เหตุการณ์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ภายหลังที่แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นข้างตามหลังในครึ่งแรก
ขั้นแรกเป็นการถอด ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่เล่นในเกมอย่างงี้มิได้ออกพลางปรับระบบเล็กน้อยจาก 4-3-3 เป็น 4-2-3-1 แล้วส่ง เวย์น รูนี่ย์ ลงมาเป็น "หน้าต่ำ"
"อาเสี่ยหมู" เป็นผู้เล่นที่มีประสบการณ์ แถมลงมาพร้อมความคาดหวังที่จะทำลายสถิติการยิงประตูสูงสุดชั่วกับชั่วกัลป์ของ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ก็เลยถูกเลือกก่อน ฆวน มาต้า หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด มิซ้ำยังถือว่าเป็นการเสริมเกมรุกไปในตัว
แต่ว่าก็ยังช่วยอะไรมิได้มาก เนื่องจากชักช้ารวมทั้งเชื่องช้าอย่างมาก ไม่สามารถที่จะผ่านคู่ปรปักษ์ในเหตุการณ์ 1Fun88ต่อ 1
อย่างไรก็ตามในในเวลานั้น เกมตกเป็นของเจ้าบ้านที่บุกอยู่ฝ่ายเดียว เจอเก้น       คล็อปป์ เลยจะต้องทำอะไรสักอย่าง ว่าและจากนั้นก็ส่ง ฟิลิปกระเป๋า คูว่ากล่าวนโญ่ ลงมาแทน ดิว็อค โอริกี้ ในนาทีที่ 60
"คูตี้" ลงมาแล้ว อาการของลิเวอร์พูลก็ดีขึ้นขึ้น เนื่องจากครอบครองบอลได้รวมทั้งก่อให้เกิดอันตรายในการโต้ตอบมากยิ่งขึ้นทันที
เมื่อแผนแก้เกมครั้งอันดับหนึ่งยังช่วยอะไรมิได้มาก "มูมู่" ก็แงะแผนสองออกมาใช้
ฆวน มาต้า ถูกส่งลงมาแทน อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล ด้วยผู้เป็นกุนซือคงจะอยากได้สไตล์การเล่นที่ผิดแผกแตกต่าง เหตุเพราะ "พี่ต้า" สามารถวางบอลเข้าไปในจุดโทษได้แม่นยำกว่า
กระนั้นก็ยังไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ – แมนฯ ยูไนเต็ด ยังทวงประตูคืนมาไม่สำเร็จ
โควตาตัวสำรองคนในที่สุดนี่จะต้องคิดหนักครับ เนื่องจากจะตกลงใจบกพร่องมิได้แล้ว!

บนม้านั่งสำรองมีผู้เล่นอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ มารูยาน เฟลไลนี่ ที่คงจะเหมาะกับเหตุการณ์ที่ตามหลังคู่ปรปักษ์
วาบนั้นผู้ชมทางบ้านอย่างผมมีความคิดว่า "เจ้าหนูแรช" คงจะเหมาะกับเหตุการณ์มากยิ่งกว่า เนื่องจากเป็นผู้เล่นที่ไปกับบอลก้าวหน้า ลอดเข้าไปในจุดโทษเก่ง รวมทั้งยิงประตูได้
เพียงแค่ผมไม่ใช่กุนซือสุดยอดอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ เนื่องจากหากคิดเช่นเดียวกับที่คนส่วนใหญ่คิด แมนฯ ยูไนเต็ดก็คงจะไม่มีความจำเป็นจะต้องเสียค่าแรงงานมหาศาลให้ท่านพี่เขาหรอกครับผม
มันธรรมดาเกินไปที่จะส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมาเป็นตัวสำรองคนในที่สุด
ระดับ "สเปเชียล วัน" มันจะต้องลึกซึ้งรวมทั้งเหนือชั้นมากยิ่งกว่านั้น
ว่าแล้วพี่มึงก็หักมุมด้วยการส่ง มารูยาน เฟลไลนี่ ลงมาเป็นตัวสำรองคนในที่สุด!!!
วาบนั้นผู้ชมทางบ้านอย่างผมเผลออุทานออกมาเป็นภาษามอนเตเนโกรโดยไม่ตั้งใจ
ด้วยหวังจะใช้รูปร่างอันสูงยาวหัวเข่าดีของดาวเตะหัวฟูผู้นี้ให้มีคุณประโยชน์ในการเล่นลูกในอากาศพลางปรับแผนการเล่นเป็นบอมบ์เข้าใส่ด้วยลูกโด่ง
ในเมื่อเจาะทางภาคพื้นดินไม่เข้า มันก็จะต้องจู่โจมทางอากาศนี่แหละ ยุทธวิธีนี้อยู่คู่กับเกมลูกหนังมานานกว่าร้อยปี แต่ว่าไม่เคยตกสมัยครับ-ขอบอก
"พี่ฟู" ถูกส่งลงมาเป็นกองหน้าคู่กับดาวเตะรูปร่างสูงใหญ่อีกคนอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช พลางขยับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ลงไปเล่นเป็นแบ็กซ้าย (แบบตามมารยาท) แทน มัตเตโอ ดาร์เมียน เนื่องจากอยากได้ผลดีจากเกมรุกมากยิ่งกว่าเกมรับ ก่อนจะเปิดตัวบอมบ์เข้าใส่ชนิดเต็มต้นแบบ หากแมนฯ ยูไนเต็ด ตามตีเสมอไม่สำเร็จ หัวข้อนี้จะกลายเป็นหลักสำคัญขึ้นมาทันที
โชเซ่ มูรินโญ่ คงถูกตั้งข้อหาร้ายแรงว่า "เอ็งส่งไอ้ฟูลงมาทำสากอะไรครับผม?" เวลาที่ มารูยาน เฟลไลนี่ คงจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเสาไฟฟ้าตามสูตร
ประตูตีเสมอของแมนฯ ยูไนเต็ด มาจากการโหม่งไปชนเสาของดาวเตะหัวหยิกหย็อยเสมือนฝอยขัดหม้อ มันก็เลยกลายเป็นการแก้เกมที่สำเร็จหยุดชะงักดีนักแลของผู้เป็นกุนซือ
เริ่มตั้งแต่ปรับระบบเป็น 4-2-3-1 ในช่วงหลังพลางถอดมิดฟิลด์ตัวรับอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ออกแล้วส่งตัวรุกอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ลงมาแทน
ตามมาด้วยการส่ง ฆวน มาต้า ลงมาแทน อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล ก่อนทิ้งไพ่ใบในที่สุดอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ ลงมาโขกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เวลาที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ แปลงผู้เล่นเพียงคนเดียวแล้วหยุดเลย (อาจเนื่องจากบนม้านั่งสำรองอาจไม่มีผู้เล่นที่ลงมาแล้วช่วยพลิกเหตุการณ์ให้ดีขึ้น)

ชิชาริโต้ กลับมา ผีแดง

ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตัวเองอย่างหนัก
ครั้นเมื่อจะกล่าวว่าปัญหาในเกมรุกของทีมปีศาจร้ายแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขาดแคลนขึ้นมาโดยทันที
เว้นเสียแต่กองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าฆ่าอีก 2 หน่วยหมายถึงมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล แต่ในตอนนี้ดูราวกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูไม่ได้เพราะฉะนั้น & ฉะนี้
จึงเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากด่วนในฤดูกาลหน้า คือนักเตะประเภทดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาการเสพสังวาสกับปีศาจร้ายแดงอย่างสนุกรื่นเริงไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง รวมทั้งโดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้กระทั่งวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสุรีสยดสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ราษฎรรู้จักเขาในชื่อ "ชิชาริโต้"
ที่ปรึกษาจอมผยองให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำได้แค่เสมอในบ้านตัวเอง 2 นัดติดต่อกันทำนองว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด รวมทั้งที่นาต่อนี้ไป ด้วยการนำบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบจุดโทษได้เป็นอันมาก ถ้าเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นผู้ร่วมทีม นักเตะชาวจังหรูหราผู้นี้น่าจะทะลวงตาข่ายได้ประมาณ 15-20 ประตู ต่อฤดูกาล
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งบิดาใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่ควรจะปล่อยออกมาจากทีมไปหลายคนหนึ่งในนั้นคือผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดูกาล 2015-16 พูดถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกมากที่สุด ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เพิ่งเลื้อยก้นจาก เม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยดัง
ฤดูกาล 2010-11 นักเตะที่สหายร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" รัวไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครอบครองแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นตัวสำรองแล้วมักทำประตูได้ไม่ได้ต่างอะไรจากอาวุธลับของปีศาจร้ายแดงราวกับที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซึมซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ ที่นา โซลชา

ฤดูกาลถัดมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำประตูของตัวเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างราวกับฤดูกาลแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะทำได้อีก 10 ประตูในฤดูกาล 2012-13
เพียงแค่ถ้าดูให้ดีจะพบว่าในฤดูกาลในที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมปีศาจร้ายแดง – คุณพ่อแกเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดลงไปเรื่อย อย่างหนึ่งบางทีอาจเพราะเหตุว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ขณะที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าประเภทหมูเดือดดังเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูกาลในที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อจริงว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – ที่ปรึกษาปีศาจร้ายแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดูกาล 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียงแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแปลงหัวเรือใหญ่อีกรอบเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติตระกูลสูงขึ้นมากยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมทีม ลุงอ้วนแกจึงตกลงใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้สวยของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดูกาล 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "พระราชาชุดขาว" ทั้งหมดทั้งปวง 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้ามีความคิดว่าชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็จัดว่าไม่น่าขยะแขยงสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังหรูหราผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกรอบในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองทั้งหมดทั้งปวง 3 นัด กระทั่ง…ฟางเส้นในที่สุด เมื่อตะบันบ่ายคล้อยลงมา ถ่ม! กระทั่งในเกมเพลย์ออฟ รอบคัด ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พรรคพวกปีศาจร้ายแดงออกไปเยี่ยม คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง หลังจากทีมตัวเองนำห่าง 4-0 ก่อนที่จะได้จุดโทษ แต่คุณพี่เขาดันฆ่าพลาดง่ายๆซะแบบงั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าราวกับถูกดึงขนก้นพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปสบตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง เหมือนไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นลุงอ้วนเหน็บแดกส์แกก็ตกลงใจปล่อยกองหน้าทีมชาติเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" ส่วนใหญ่บางทีอาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยหรือห่วงใยอะไรมากมายก่ายกอง เพราะเหตุว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยรวมทั้งยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดูกาล

บนเวทีบุนเดสลีการาวกับกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูกาลแรกกับ เลเวอร์คูเซ่น "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูกาลนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปแล้วทั้งหมดทั้งปวง 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งนับว่าเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำประตูที่สูงพอควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติรวมทั้งค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ปีศาจร้ายแดงก็ออกอาการอาลัย & ห่วงใย ขึ้นมาโดยทันที ทำนองว่าน่าเสียดายพลางชื่นชอบที่ปรึกษาปีศาจร้ายแดงคนเก่าว่า "แกขายออกไปได้ยังไงนะครับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุนั้นไม่จำเป็นต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือไม่? คำตอบส่วนใหญ่คงจะเช่นกันนั่นแหละคือ "เอานะ" (สำหรับค่าตัวก็คงจะไม่แพงน่าขยะแขยง แต่คงจะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่นอน) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบปัญหาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือไม่?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ทักษะความสามารถเฉพาะตัวค่อนข้างต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการกระชากบอลหนีคู่แข่งขันหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่แข่งขัน – จับบอลก็กระโดกกระเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร
จุดเด่นหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวคือการทำประตูในกรอบจุดโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่าๆกับสัญชาติญาณมือสังหาร โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "จิ้งจอกในกรอบจุดโทษ"พูดง่ายๆว่าเกิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือถ้าฟอร์มตกเมื่อไหร่ หรือสหายร่วมทีมไม่สามารถที่จะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำประตูได้มากเพียงพอ เขาก็จะแปลงตัวเป็นไม้ตีพริกที่หมดประโยชน์โดยทันที โดย 12 นัดปัจจุบันที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใด หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม รวมทั้งต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษบากบั่นเสนอแต่สถิติที่สวยหรู เช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่กล่าวว่าในฤดูกาลนี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่แกยิงไม่ได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือการรบภมิแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงบางทีอาจไม่ได้หมายความว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันอายุของ "น้องถั่ว" เพิ่งจะ 28 ขวบเท่านั้นเองนะครับ เรียกว่าอยู่ในช่วงพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าเกิดขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน เข้าใจว่า "เจ้าของห้างขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ บางทีอาจไม่เหมาะสมกับกรรมวิธีการเล่นฟุตบอลแบบเน้นการมีไว้ในครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เพราะเหตุว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบจุดโทษน้อยไปหน่อย แต่น่าจะเหมาะกับแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ปีศาจร้ายแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งขันอย่างรวดเร็วรวมทั้งน้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ

อองตวน กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนฯยูไนเต็ด

ช่วงนี้ข่าวสารระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นเป็นระยะแล้วครับ
ล่าสุดสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายรายรวมทั้งผู้สื่อข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ปีศาจแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ลองสื่อถิ่นฐานบ้านช่องของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เนื่องจากว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแต่ก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
ถ้าจำกันได้ ตอนวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวสารแล้วก็กระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ก็ตบท้ายว่ามันมีความเป็นไปได้พอสมควร
มาวันนี้จากที่เกาะติดสถานการณ์มาเรื่อยๆแล้วก็การตีข่าวสารจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะจำต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงขึ้นอีก พินิจพิจารณากันนี้ เพราะเหตุไร กริซมันน์ จึงจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงหมายเลข 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติเตียนโก แล้วก็ต้องการไขว่คว้าหาการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็เกือบจะๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวถือได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างมาก เป็นแม่ทัพตัวหลักของทีม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นดีที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ล่าสุดจะคว้าชั้น 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับยี่ห้อหมี แล้วก็ผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับประสบผลสำเร็จคว้าแชมป์กับ แอตเลติเตียนโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลล่าสุด แต่ก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติเตียนโก เขาจึงได้เพียงแค่แชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแค่รายการเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งหากทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด แบบนี้ก็โบกไม้โบกมือลาจังหวะคว้าแชมป์ได้เลย เฉกเช่นเดียวกับสถานการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่ทีมกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ เนื่องจากว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ แล้วก็เพื่อนๆดันแพ้ค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจำต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปนับว่ายากมาก จังหวะจอดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแค่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้นที่ยังเป็นความมุ่งหวัง แต่ทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูบวงสรวง ได้ แต่ก็มีเสือราชสีห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยการบรรลุเป้าหมายที่คว้ามาได้เพียงแค่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขานึกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต เนื่องจากว่าสำหรับอาชีพนักเตะ การคว้าแชมป์แล้วก็การยกระดับตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆนับว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีศักยภาพมากยิ่งกว่าจะเอื้อจังหวะให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าหมายเลข 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกระดับตัวเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบจะ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตัวเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าหากเขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นแต่เกียรติศักดิ์ แล้วก็ศักดิ์ศรีแล้ว เรื่องของรายถึงที่เหมาะจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็นับว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวสารว่าถ้า กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าเหนื่อยมากมายก่ายกองเท่ากันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนซี้ถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าเหนื่อยนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน นับว่าไม่เหมือนกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าเหนื่อยสูงสุดที่กระดานแอตเลติเตียนโกจะจ่ายให้ได้ แม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์หมายเลขหนึ่งของทีม แต่ถ้าจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุว่า ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางการเงินครัดเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน ถ้าหากนักเตะรายใดที่ต้องการได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่ช่องทางเดียวเท่านั้นเป็น ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตกาลสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าเหนื่อยที่สูงขึ้นยิ่งกว่า ทั้งที่ประสบผลสำเร็จอย่างมากแล้วก็เล่นเข้ากับทีมได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีข้อสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความยำเกรง แล้วก็เชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแต่จากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ บิดาของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ทุ่งนาสิออน สื่ออาร์เจนติเตียนน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองบิดากุนซือใหญ่บอกชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรจะเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อไม่สบายใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นการสันนิษฐานที่จาง เนื่องจากว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
แข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจจะไม่มีข้อละเว้น ขอเพียงแค่เงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? ถ้าระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้หลายๆคนยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ถ้าลงเอยแล้วมันเลี่ยงมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ที่ผ่านมาพวกเราทำให้เห็นมาหลายทีแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทรรศนะกับผมไว้แบบนี้โดยส่วนตัว ผมมองว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวแล้วก็ผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติเตียนโก ก็แค่รอรับฟังข้อเสนอ

สุดยอดแห่งจิ้งจอกสยาม

ขอบอกว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากมายนะครับ อัศจรรย์พอกับการครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวว
เป็นนับตั้งแต่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตกาลลูกทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 ครั้งต่อๆกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู และเสียเพียงแต่ 4 เม็ดเท่านั้น
พรรคพวกจิ้งจอกประเทศไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ถีบตัวเองหนีโซนอันตรายจนแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มในที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เสร็จอีกต่างหาก
นี่หากพวกแก เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดู เผลอๆอาจมีสิทธิ์คุ้มครองแชมป์ของตนเองได้เสร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเช่นกันนะครับว่าเรื่องพวกนี้จะบังเกิดขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆนะครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมด 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เพียงแต่ 5 นัดเท่านั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะเปลี่ยนกุนซือใหม่ เลสเตอร์ ประสบความพ่ายแพ้ถึง 7 นัด และเสมอ 2 นัด โดยแพ้คนใดกันแน่เลย
ผลงานต่ำดำตรงไม่เหมือนกับเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขากลายร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งๆที่ตัวเองมีอำนาจเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังหลายๆคน (รวมถึงผู้ไม่ชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาสาเหตุที่บอกว่าทำไม "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความเสื่อมถอยอย่างนี้ ก่อนที่จะเจอสาเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงจูงใจ หลังพุ่งชนการบรรลุเป้าหมายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชมรม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่นอนว่าคู่ปรปักษ์ย่อมรอบคอบและเน้นหนักเยอะขึ้นเรื่อยๆยามพบกลุ่มจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายคนฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ม่าห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้
และอื่นๆอีกมากมาย เช่น "พลังงานอะไรบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ทางด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์จิ้งจอกประเทศไทยที่เคยเจออย่างชุมในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ว่าในชัยชนะ 6 นัดล่าสุด มันระบุชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหากลุ่มนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ชี้ให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจตรงไหน สิ่งที่มองเห็นเป็นการไล่ขย่มคู่ปรปักษ์อย่างเอ็นหน้าจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่ปรับจะรอบคอบอย่างจงหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อบุคคลอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเยี่ยมพอที่จะเอาชนะคู่ปรปักษ์ดังเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ม่าห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็มิได้ทำอะไรผิดพลาดน่าขยะแขยง แล้วลูกทีมจะแงะเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของกลุ่มที่เป็นคนไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ใครกันแน่ที่มาไปพบแล้วขอให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิดสักหน่อย เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษป้ายความผิดว่าขอไปพบเจ้าของกลุ่ม เพื่อให้ถีบเจ้านายของตนเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นเช่นกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศแบบงั้น
ก็เลยเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" นะครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เพราะมันน่าสมเพช เข้าใจว่ามันคงจะเป็นเรื่องที่ประชาชนคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ประชาชนเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจจะต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนใดกันแน่รู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ลูกทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะโจมตีแบบลอบฆ่า อาศัยความรู้ความเข้าใจเฉพาะตัวของ รียาด ม่าห์เรซ และความรวดเร็วกวานรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็ดังเดิม คือ 4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมศักยภาพอาจต่ำกว่าเดิมด้วย เพราะอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน ฉันก็อยู่นั่น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติเตียน ยังไม่มีปัญญาทำอะไรอย่างนี้เลยครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้แค่ 4 ครั้งต่อๆกันเท่านั้น
นอกจากนั้นต้องชื่นชมเจ้าของกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยนะครับที่ตัดสินใจได้ถูกที่เอา "คนภายใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปหาผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ตอนนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตกาลเคยเป็นนักเตะของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชคราวแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อจากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบสุดกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม ชนิดที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มใครกันแน่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ เป็นคุมกลุ่มคราวแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งต่อๆกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ลูกทีมของเขาก็เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เสร็จนะครับ-ขออภัย (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งก็นับได้ว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งนะครับ เพราะเขาเกือบจะมิได้เปลี่ยนอะไร โดยทำทุกสิ่งทุกอย่างเช่นเดียวกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นกระหายของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้ดังเดิมอีกต่างหาก
เพียงแค่ในความเสื่อมถอยของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเพราะนักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีใครมองดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอบอกว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละ คือ "ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปครับ

แหม่…นี่หากผมเป็นประธานชมรมบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับรองว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ เพราะนี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากมายนะครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เพียงแต่ปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงอย่างนี้มาก่อน
เมื่อเห็นผลงานอันเร่าร้อนแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และท้องนาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอรี่ บางทีอาจจะมึนงงพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ฉันทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละเป็นความเร้นลับ ซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน สหายคิดคด บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มโค้ชนะครับ

ครึ่งฤดูกาลของโชเซ่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะเหตุไรน่ะหรือ ? เพราะประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์นี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดคือพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าขยะแขยง แต่ควรจะทำเป็นดียิ่งกว่านี้ โดยดูจากทีมกำลังลงตัวรวมทั้งทำผลงานได้ดิบได้ดี
ตอนเปิดตัวเมื่อก.ค. พวกเราเกือบจะไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย เพราะเขาคงจะตระหนักดีว่าการมารับงานที่สมาพันธ์นี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือสัญญาโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์โน้นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะเหตุไร ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยงามอย่างเคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แน่ชัดคือ บอลเปลี่ยนไปมาก รวมทั้งการแข่งขันชิงชัยไม่ได้เสมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความโหฬารอยู่ทีมเดียว ผมรู้ๆกันดีอยู่แล้ว ผมทราบว่างานผมจะยาก"
"ถ้าหากคุณนึกออกทีแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้โอหังเลย ผมทราบว่าคำกล่าวผมมันเป็นความเสี่ยงเมื่อผมพูดว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์เวลานี้" แต่ผมคิดว่า ถึงเวลานี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็จะต้องบอกแบบงั้น แต่ผมทราบว่ามันยาก"
"ผมทราบว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สมาพันธ์อื่นๆแต่ผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์อย่างงั้น เพราะผมมีความรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่คือการพูดของคนที่ตระหนักทราบ มีสติสัมปชัญญะครบบริบรูณ์ มูรินโญ่ไม่ได้โอหังอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบดีว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือจะต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมในช่วงเวลานั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม รวมทั้งเขาทราบว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสมาพันธ์ที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททั้งหมดทุกอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในทางของ เวลา, ความกระหายหิว รวมทั้งความมุ่งมั่น ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าหากผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีช่วงประสบผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มากมาย แต่ผมไม่ได้เป็นสุขเต็มกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำตอนนั้น ผมคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น รวมทั้งทำอะไรให้ดียิ่งกว่านั้นได้ แต่ขณะนี้ ผมมความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบว่าผมกำลังไล่ล่าความสุขอย่างยิ่งยวดในบอลอยู่ โน่นคือพาทีมชนะรวมทั้งได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด รวมทั้งเชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับทราบว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
คิดว่าตัวเองยังไม่เต็มกำลังกับการควบคุมทีม แต่เวลานี้เขากลับพูดว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ในขณะที่เหตุการณ์รวมทั้งโอกาสการครอบครองแชมป์ของปีศาจแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … เพราะเหตุไรถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเชิดชูเทิดทูนที่ท่านมีให้แก่พวกสมาพันธ์ใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมนึกออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมทราบทั้งหมดทุกอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะมันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจะต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ทีแรกที่ผมได้ร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) รวมทั้งทีแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากมายในอาชีพของผมรวมทั้งผมรู้ๆกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมไม่ได้เรียนอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนเรื่องของสมาพันธ์ต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับตรงนี้ ผมไม่ควรต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากมาย แม้กระทั้งกระทั่งก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หลุยส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ รวมทั้งข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หลุยส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามที่นี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มจัดแจงสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" รวมทั้งเขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสมาพันธ์ที่เขาชอบใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามที่นี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมด้วยเหมือนกัน
"คุณคงจะหวังว่าผมจะตอบอันอื่น แต่ความจำที่แน่ชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือในระหว่างที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 หลังจากนั้นอีก 5 นาทีถัดมาเป็นเมืองนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าหากพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งขันของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบงั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารพวกเราจะต้องงัดซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระดอนไปมา แบ็กซ้ายของผมจะต้องไปยืนคุมเสา พวกเรามีความรู้สึกว่ามันคงจะจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความรู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมจำเสียงดังในเวลานั้นได้ดิบได้ดี"
"ผมมีความรู้สึกว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยินยอมให้เกมจบลง มันเป็นเมืองนรกของพวกเราเลย เมืองนรก!!!"
เหตุการณ์เวลานี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยือนสนามที่นี้ในฐานะกุนซือคู่แข่งขัน คราวนี้เขาเดินลงไปในสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสมาพันธ์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ยินดี ผมมีความภาคภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากมาย มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่อายเลย ไม่สักหน่อย ผมแค่มีความรู้สึกว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ รวมทั้งนิ่งมาก ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็ยินดีมากด้วยเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่แข่งขัน เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณดูไปทั่วสนามแล้วรำพึงว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยคิดว่ามันเหมาะกับผมด้วยเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบงั้น รวมทั้งหวังว่าจะรู้สึกแบบงั้นไปกระทั่งเวลากลางคืนสุดท้ายของผม มันควรเป็นแบบงั้น ผมรังเกียจเลยกำหนดผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสมาพันธ์ต่ำลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขารู้ๆกันดีอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์สมาพันธ์หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีคนที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว หลายคนรอโอกาส หลายคนมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาควรต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอให้พวกเขาทำผิดพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"ช่องทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะมีนักฟุตบอลเจ็บมากมาย"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความคาดหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าหากคุณไปไล่ดูในประวัติดาวรุ่งของสมาพันธ์ คุณจะพบ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่หลังจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งจำนวนมาก พวกเขาขึ้นมาทีแรก ไม่เคยรู้สึกบีบคั้น ไม่เคยรู้สึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งขันก็ไม่เคยทราบ เลยโดนทำร้ายแบบไม่ตั้งตัว แต่พวกเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางโอกาสบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่นอน ทุกคนตรงนี้รู้ๆกันดีอยู่แล้วถึงทางของสมาพันธ์นี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือตอนนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่อยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาจะต้องนั่งข้างสนามบ่อยมากเวลาไปเล่นเกมเยือน เขามานะอดกลั้น มานะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้เดี๋ยวนี้ แต่ถ้าหากผมประสบผลสำเร็จเดี๋ยวนี้ผมคงจะขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ตรงนี้ มันเป็นสมาพันธ์ที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักหน่อย ผมมีความรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในแนวทางการทำทีมกลับมาประสบผลสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แต่ผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในระหว่างที่ผมต้องการ เพราะผมไม่อยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…เวิร์คหรือไม่

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกจากจะก่อให้อ่างจานชามยักษ์เงียบกริบโดยมีแต่เสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์มีความคิดว่ากฎประตูทีมเยือนที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงทีมที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบ) ต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ตอนนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดหน่อย นั่นคือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำเป็นต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู แม้เชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่ทีมไก่กาที่แห่งไหน นี่คือชมรมหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานต้องการครอบครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่บาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาคงตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดบกพร่องคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็ราวกับลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

ด้วยเหตุว่าปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนใดกันได้มากยิ่งกว่าจะได้รับการยกมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกทีมเยือนไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแม้สำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกทีด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่มาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามคำถามว่าเสือใต้เหมาะสมอกหักมิได้ไปซาน สิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยาอันธพาลของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าเกิดยังคิดออก แต่นั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นคนใดกันก็โมโห ทั้งการเป่าห่วยแตกของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดยังไงก็ควรจะได้เตะยืดเวลาด้วยเหตุว่าเสมอกัน 1-1 แม้เพียงแต่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์ทีมเยือนพิเศษในกรณีทำแต้มนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นถึงที่กะไว้ 3-3 แต่พวกเขาก็ไม่วายต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก ด้วยเหตุว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกก็เลยต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยือนชนิดนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าทีมที่ได้เฝ้ารังก่อนแม้มิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรจะเอาอย่างไรดี เพราะเหตุว่าถ้าเกิดมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าโดยทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม เพียงเกมสองไม่สามารถอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของราชันชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศพบกัน) โดยเหตุผลเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน สมัยเก่าต้องคิดภาพตามว่ายุคโบราณกาลที่การเดินทางยังไม่สบาย ระบบต่างๆก็ออกจะล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติชัยของทีมเยือนในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็พอเพียงรู้เรื่องตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่ทีมใดก็ตามต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปฟาดหน้าแข้งภายใต้ความจำกัดของปัจจัยต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักเจอผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มทีมจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือว่าเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

นอกจากนี้ ตามความเชื่อถือของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อทีมที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากยิ่งกว่า 2-0!!!

แต่ เวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น เดี๋ยวนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของทีมเยือนในยุโรปก็กำชัยมากเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมมั่นใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นทีมอื่นก็คงถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบงั้น

แม้นั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกทำโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงฝรั่งเศสเหตุว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินไป ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันข้างในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าแม้ไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจต้องยืดเวลาเพราะเหตุว่าพอเพียงบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''อาจจะ'' ครับ เพราะเหตุว่าการมาเขียนพินิจพิจารณาทีหลังย่อมยากที่จะคาดการณ์สถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามตอนนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของพวกเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยือนไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ข้างใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกเห็นว่าได้เปรียบกว่า

เพราะเหตุว่ากฎอะเวย์โกลทำให้ทีมที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ยุทธวิธีใดสู้ บางโอกาสมขอยิงได้สักลูกก็พอใจ แม้จบด้วยชัยจะเพอรต์แต่ถ้าเกิดเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมลำดับที่สอง

นอกจากนี้จากผลที่เกิดจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าปริมาณประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และก็รอบตัดเชือก) มีสูงขึ้นยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูทีมเยือนได้ว่าทำให้นัดสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าพบเยอะกว่า หรือบางโอกาสมันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''ด้วยเหตุว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางโอกาสก็ดูเชิงกันบ้าง บางโอกาสก็ย้ำแท็กติกกันเยอะไป และก็บางโอกาสร่างกายที่พึ่งลงไปคงฟิตทั้งคู่ แต่พอเพียงเวลาผ่านไปทีมที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' ข้ารูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านไปเมื่อคืนวันอังคารและก็พุธก็เดินตามทฤษฎีดังที่กล่าวถึงมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจครวญถึงโอกาสมากมายในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยศักยภาพทั้งผองก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายซึ่งๆหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่แตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนป่าเถื่อนเกินไป

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ ด้วยเหตุว่าพวกเขาไม่ต้องการที่จะอยากเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยือนการไม่เสียไปก่อนจะก่อให้เล่นง่ายยิ่งกว่า ฉะนั้นใครก็ช่างที่เป็นทีมที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน ทีมนั้นจะได้เปรียบ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงความเห็นเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วทีมที่เก่งกว่าก็ควรจะเอาชนะทีมที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กนั่นแล

แม้ด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรื่องความเจริญของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละทีมแทบใกล้เคียงกัน นอกจากในแง่ทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งคงต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อทีมเล็กๆมากยิ่งกว่า เพราะเหตุว่าพวกทีมใหญ่มั่นใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

แม้ประตูทีมเยือนนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่พวกเขาย่อมคงเปี่ยมด้วยความคาดหมาย ด้วยเหตุว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ช่วงนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ ทันทีที่เห็นท่าหนคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้แตกต่างจากผีเสื้อสักตัวที่เจอกับใยแมงมุมกระทั่งทำให้บินต่อไม่ติด ทั้งที่ดอกไม้อันสวยยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

คงไม่ แต่มันก็อาจจะดีมากยิ่งกว่าเตะจุดลูกโทษแม้พินิจพิเคราะห์เชิงศาสตร์ของลูกหนัง ด้วยเหตุว่ามันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความจัดแจงของทีม

แม้ผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะโต้แย้ง

ด้วยเหตุว่ามันอยากบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ต่อให้ปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

เมซุต โอซิล มีโอกาสต่อสัญญาเดอะ กันเนอร์ส

เมซุต โอซิลจอมทัพอินทรีเหล็กเผยว่าอนาคตการค้าแข้งกับอาเซน่อลไม่ได้ขึ้นอยู่กับอนาคตการคุมทีมของนายใหญ่ชาวฝรั่งเศส

เมซุต โอซิล กองกลาง ปืน
 ยืนยันว่าอนาคตการค้าแข้งในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมของตนเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายใหญ่ชาวฝรั่งเศสคนปัจจุบันอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ พร้อมกับเผยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปิดกว้างสำหรับเรื่องการต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีม

สัญญาฉบับปัจจุบันของเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเยอรมันจะหมดลงในสิ้นฤดูกาลหน้า โดยตอนนี้เจ้าตัวก็ยังไม่มีความชัดเจนสำหรับเรื่องสัญญาใหม่กับทีม รวมไปถึงกรณีของเพื่อนร่วมทีมอย่างอเล็กซิส ซานเชซด้วยเช่นกัน

ขณะที่ผลงานการคุมทีมช่วงหลังของกุนซือไม่เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแฟนบอลมากนัก หลังกุนซือถูกแฟนบอลประท้วงให้ออกจากตำแหน่งจบซีซัน ส่งผลให้มีข่าวลือมาตลอดว่า ทั้ง 2 รายอาจโบกมือลาต้นสังกัดหลังจบฤดูกาลตามไปด้วยเช่นกัน

โดยดาวเตะวัย 28 ปียืนยันว่าตนเองก็ไม่ได้ปิดโอกาสในการอยู่กับปืน
ต่อไปและได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการคุมทีมของนายใหญ่ชาวฝรั่งเศส ชี้ทุกอย่างเป็นเรื่องเปิดกว้าง

"ทุกสิ่งทุกอย่างเปิดกว้าง พวกเราได้คุยกันแล้วW88แต่ตอนนี้ผมให้ความสนใจไปที่ฤดูกาลปัจจุบันเท่านั้น"โอซิลเปิดเผยกับ Bild

"นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ผมเลือกย้ายมาอาร์เซนอล แต่ผมรู้ว่าบางครั้งหลายอย่างในโลกฟุตบอลมันเกิดขึ้นเร็วมากและคุณแทบจะวางแผนอะไรไว้ไม่ได้เลย"

"นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่ผมจะบอกว่าอนาคตของผมขึ้นอยู่กับโค้ชของผม"

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ขายแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะราคามาร์โค แวร์รัตติออกจากสโมสรไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

กองกลางวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะเดอะกันเนอร์ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเจ๊

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นอาร์เซนอล ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส กุนซือเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสโมสรอาร์เซนอล ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

กุนซือชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับอาร์เซนอลหลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหากุนซือความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนจิ้งจอก

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ ลิเวอร์พูล กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 แมตซ์ติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับสโมสร ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยแนวรับวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งแนวรับให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน